Menstrual Cup: The Option of Menstrual Product for Women
สานฝัน จิตต์มิตรภาพ ทอฝัน จิตต์มิตรภาพ รศ.นพ.เมธาพันธ์ กิจพรธีรานันท์
จากอดีตสู่ปัจจุบัน การขาดแคลนผ้าอนามัยและผลิตภัณฑ์รองรับประจำเดือน (Period Poverty) ยังคงเป็นปัญหาของสตรีทั่วทุกมุมโลก ในหลายวัฒนธรรมและศาสนายังคงมีความเชื่อว่าประจำเดือนคือเลือดเสียและเป็นสัญลักษณ์ของความ “ไม่บริสุทธิ์” หรือ “แปดเปื้อน” และจะนำมาซึ่งความโชคร้ายและเจ็บป่วย เป็นเหตุให้สตรีถูกจำกัดสิทธิ์ต่างๆ เช่น ศาสนจักรออร์โธ- ด็อกซ์ ไม่ให้สตรีเข้าโบสถ์ในขณะที่มีประจำเดือน [1] ในประเทศเนปาล อินเดีย และอีกหลายพื้นที่ ยังคงห้ามไม่ให้สตรีไปโรงเรียนหรืออ่านหนังสือ ถูกห้ามไม่ให้รับประทานเนื้อสัตว์ นม ผัก ผลไม้ และให้รับประทานได้แค่ข้าว เกลือ กับอาหารแห้ง ถูกห้ามไม่ให้พูดถึงเรื่องประจำเดือน ต้องชำระร่างกายและวัสดุรองรับประจำเดือนในที่ลับตาคน จนถึงขั้นห้ามสตรีไม่ให้มีปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกในครอบครัวและห้ามอยู่ที่บ้านตัวเองขณะมีประจำเดือน [2,3] ส่งผลให้สตรีกลุ่มนี้ประสบปัญหาด้านการศึกษา ด้านสุขภาวะทั้งทางกายและทางใจ
ในบางพื้นที่ของประเทศไทย สตรีและเด็กผู้หญิงในกลุ่มเปราะบาง (เด็กกลุ่มเปราะบาง คือเด็กที่เผชิญความเสี่ยงสูงต่อการถูกทำร้ายทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เด็กกลุ่มนี้ มักจะเป็นเด็กที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ไม่สงบ และ/หรือผู้ปกครองเสียชีวิตจากเหตุการณ์ไม่สงบ ) ถึง 8 ใน 10 ราย ต้องหยุดเรียนเนื่องจากเข้าไม่ถึงผ้าอนามัย รู้สึกไม่มั่นใจที่จะไปโรงเรียนหรือทำกิจกรรมต่างๆ ขณะมีประจำเดือน บางรายต้องนำเศษผ้ามาทบกันเพื่อรองรับประจำเดือน และด้วยข้อจำกัดทางศาสนาไม่ให้ตากผ้าเปื้อนเลือดประจำเดือนในที่แจ้ง และเมื่อนำมาผ้าใช้ซ้ำอีกครั้งทำให้มีโอกาสติดเชื้อหรือเป็นผื่นที่อวัยวะเพศได้ [4] บทความนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับสุขอนามัยขณะมีประจำเดือนและการใช้ถ้วยอนามัยอย่างถูกต้อง
ลักษณะเลือดประจำเดือน
เลือดประจำเดือนประกอบไปด้วย เลือด เนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกที่ลอกตัวและสารคัดหลั่งจากช่องคลอดที่ถูกขับออกมาเป็นรอบๆ โดยเฉลี่ยมีระยะห่างระหว่างรอบเดือนคือ 28 วัน [5] ดังนั้นปริมาณเลือดที่ถูกขับออกมากับประจำเดือนนั้นนับเป็นสัดส่วนเพียงแค่ร้อยละ 36 ของประจำเดือนเท่านั้นเอง [6]
เหตุที่สตรีมีประจำเดือนนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบสืบพันธุ์และกระบวนการทางธรรมชาติเพื่อการมีบุตร เมื่อสตรีเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ รังไข่ซึ่งผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) และโพรเจสเทอโรน (Progesterone) ส่งผลให้เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญหนาตัวขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมรองรับการฝังตัวของตัวอ่อนต่อไป ในกรณีที่ไม่มีการฝังตัว ฮอร์โมนโปรเจสเตโรนที่ผลิตจากรังไข่ จะลดระดับลงและเยื่อบุโพรงมดลูกที่ไม่ได้ถูกใช้งานก็จะหลุดลอกและขับออกมาเป็นประจำเดือน[7] ซึ่งโดยปกติกระบวนการดังกล่าวตั้งแต่เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญหนาตัวจนกระทั้งหลุดลอกและถูกขับออกมาจะใช้เวลา 21-35 วัน (เฉลี่ย 28 วัน) ใช้เวลาประมาณ 3-7 วันในการขับเลือดและเยื่อบุโพรงมดลูกออกมาจนหมด โดยทั่วไปสตรีจึงมีประจำเดือนเฉลี่ยนาน 3-7 วัน [8] ซึ่งหากนับวันที่มีประจำเดือนในชั่วชีวิตหนึ่งพบว่านับรวมกันได้ถึง 10 ปีในการมีประจำเดือนเลยที่เดียว [9] ปริมาณและสีของเลือดประจำเดือนจะแตกต่างกันในแต่ละคน แต่ละเดือนขึ้นอยู่กับระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน และโพรเจสเทอโรน ในช่วงเวลานั้นๆ และขึ้นอยู่กับความเก่าใหม่ของเลือดที่ผสมอยู่ในประจำเดือน เลือดที่ออกในช่วงต้นของประจำเดือนจะเป็นเลือดสีแดงสด ส่วนในช่วงท้ายของการมีประจำเดือน จะมีสีน้ำตาลคล้ำเนื่องจากเลือดค้างเก่าที่มีปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) เกิดขึ้นแล้ว [8,10]
การพัฒนาผลิตภัณฑ์รองรับเลือดประจำเดือน
เมื่อ 200 กว่าปีก่อน สตรียุคนั้นใช้เศษผ้าเพื่อรองรับเลือดประจำเดือน ต่อมาในช่วงปี ค.ศ. 1854 - 1915 ผู้คนเริ่มให้ความสนใจเกี่ยวกับสุขอนามัยประจำเดือนมากขึ้น มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อนามัยเกี่ยวกับประจำเดือนและจดสิทธิบัตรกว่า 20 รายการซึ่งรวมถึงถ้วยอนามัยและกางเกงอนามัยด้วย
ปี ค.ศ. 1900 - 1920 ผ้าอนามัยได้ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยดัดแปลงมาจากผ้าพันแผลของทหาร ที่ผลิตจากเซลลูโลสซึ่งเป็นวัสดุซับเลือดที่สามารถซึมซับได้ดีกว่าผ้าทั่วไป ผู้ผลิตผ้าอนามัยรายแรกที่ประสบความสำเร็จทางการตลาดได้แก่แบรนด์โคเท็กซ์ (Kotex) ของบริษัทคิมเบอร์ลีย์-คล๊าค (Kimberly-Clark) นั่นเอง นับเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาผลิตภัณฑ์อนามัย ในช่วงปี ค.ศ. 1930- 1940 รวมไปถึงผ้าอนามัยแบบสอดด้วย แต่อย่างไรก็ตามในบางวัฒนธรรมและศาสนากลับไม่ยอมรับผ้าอนามัยแบบสอดด้วยแนวคิดเรื่องพรหมจรรย์ของสตรีและค่านิยมเกี่ยวกับการสูญเสียความบริสุทธิ์เมื่อมีการสอดใส่ในช่องคลอด
ผ้าอนามัยในยุคแรกนั้นยังไม่มีแถบกาวหรือปีกยึด ทำให้ผ้าอนามัยขยับเขยื้อนไปมา หลุดได้ง่ายไม่สะดวกต่อการใช้งาน ต่อมาในปี ค.ศ. 1956 คุณ Mary Kenner ได้ประดิษฐ์ เข็มขัดอนามัยเพื่อช่วยรัดไม่ให้ผ้าอนามัยขยับ แต่เพราะเธอเป็นคนผิวสี ซึ่งช่วงเวลานั้นมีการเหยียดสีผิวและความเหลื่อมล้ำทางเชื้อชาติยังคงเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย นวัตกรรมของเธอจึงไม่เป็นที่ยอมรับ
ปี ค.ศ. 1980 มีการพัฒนาผ้าอนามัยในรูปแบบที่เราคุ้นเคยในปัจจุบันที่มีแถบกาวและปีกพับได้ และในเวลาเดียวกันก็เริ่มมีความกังวลเรื่องการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด หรือ ท็อกซิกช็อก (Toxic Shock Syndrome) จากการใช้ผ้าอนามัยทั้งแบบแผ่นและแบบสอด จึงเป็นเหตุให้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางเลือกอื่น เช่น ถ้วยอนามัยที่ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบันผลิตภัณฑ์รองรับประจำเดือนยังคงถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยหลายบริษัทมีความต้องการให้ผลิตภัณฑ์ของตนเองใส่ใจต่อสิ่งเเวดล้อมมากขึ้น อาทิ ผ้าอนามัยแบบใช้ซ้ำได้ กางเกงอนามัย ตลอดจนการใช้วัสดุธรรมชาติเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ [11] ซึ่งในช่วงหลังมานี้สตรีกลุ่มหนึ่งริเริ่มใช้วิถี Free Bleeding หรือการปล่อยให้ประจำเดือนไหลออกเองตามธรรมชาติโดยไม่ใช้ผลิตภัณฑ์รองรับประจำเดือนใดๆ ทั้งสิ้น และสตรีจำนวนมากเริ่มเรียกร้องสิทธิในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์รองรับประจำเดือนฟรี และการพูดคุยเรื่องประจำเดือนอย่างเปิดเผยอีกด้วย [12]
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือเมื่อ 200 ปีที่แล้ว สตรีเริ่มมีประจำเดือนครั้งแรกตอนอายุเฉลี่ย 17 ปี แต่ในปัจจุบันลดลงเหลือ 12 ปีเท่านั้น โดยในประเทศไทยอายุน้อยสุดที่พบคือเพียง 7 ปี เท่านั้น [13] ซึ่งเป็นการขยายเวลาการใช้ผ้าอนามัยทั้งเร็วขึ้นและยาวนานขึ้นนั่นเอง เราสามารถเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์รองรับประจำเดือนแบบต่างๆ ได้ดังตารางที่ 1
ตารางที่ 1 ข้อเด่นและข้อด้อยของผลิตภัณฑ์รองรับประจำเดือนชนิดต่างๆ [14]
Leave a comment
กรุณาเข้าระบบ