Sharing

สมุนไพรที่อาจช่วยป้องกันสมองเสื่อม

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ  ทำให้ความชุกของโรคทางสมองและ Alzheimer’s มากขึ้น  มีผลกระทบต่อผู้ป่วยเองและคนใกล้ชิด  สิ่งสำคัญ คือ การลดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการเสื่อมของสมอง อันได้แก่  การงดสูบบุหรี่  งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ  ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  ดื่มน้ำมาก ๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ แต่ยังมีทางเลือกอีกทางหนึ่งคือสมุนไพร  กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้แนะนำ บัวบก กลีบบัวแดง และพรมมิ ที่จะช่วยบำรุงสมอง เพิ่มความจำ และป้องกันการเกิดโรค Alzheimer’s



ใบบัวบก

เป็นผักใบกลมหยักที่ก้านใบดูคล้ายใบบัว เป็นพืชล้มลุกตระกูล Umbelliferae วงศ์เดียวกับผักชี ขึ้นฉ่าย พาร์สเลย์ และแครอท  ปลูกง่าย ชอบขึ้นในที่ชื้นแฉะ แต่ต้องมีแดด  มีการนำมาทำเป็นน้ำใบบัวบกขายมานานโดยเฉพาะในเขตเยาวราช  และต่อมามีการพัฒนาบรรจุขวดแช่แข็ง ใส่ตู้เย็น  รวมถึงการทำยำใบบัวบก และทำอาหารอีกหลายชนิด ในลังกา มีการนำมาต้มข้าวต้ม หรือทำน้ำซุปผักจนสุกนิ่ม แล้วใส่กะทิปรุงด้วยเกลือเล็กน้อย  ในตำราการแพทย์ไทย กล่าวถึงสรรพคุณว่า  บำรุงประสาท บำรุงสายตา ชะลอความชรา ต้านมะเร็ง ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันอัลไซเมอร์  โดยใบบัวบก ช่วยกระตุ้นการหลั่งโปรตีนที่เป็นอาหารของเซลประสาทสมอง Brain-derived neurotrophic factor: BDNF ทำให้การสื่อสารระหว่างเซลสมองเพิ่มขึ้น  นอกจากนี้ยังมีสารสำคัญ คือ madecassic acid, Asiatic acid, asiaticoside ซึ่งเป็นสาร Triterpenes ช่วยรักษาบาดแผล และช่วยขจัดเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด และทำให้ไม่เกิดแผลเป็น เพราะช่วยเร่งสร้างเนื้อเยื่อใหม่
แนวทางการใช้  การรับประทานใบบัวบกแบบสด ๆ ได้รับสาระสำคัญหลายนนิด ที่พบมาก คือ Glycosides ที่เป็นสารที่เข้าไปขัดขวางการเกิดสารอนุมูลอิสระ ช่วยลดการเสื่อมสภาพของเซลและเนื้อเยื่อต่าง ๆ  มีส่วนช่วยเร่งการสร้างคอลลาเจน และช่วยทำให้แผลสมานตัวเร็วขึ้นกว่าเดิม  ลดความตึงเครียด  ลดการอักเสบที่ผิวหนัง ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียทำให้สามารถรักษาสิวได้  ลดอาการฟกช้ำได้


การทดลองในเด็กพิเศษให้รับประทานบัวบกวันละ 500 มิลิกรัมติดต่อกัน 3 เดือน แล้วเปรียบเทียบกลุ่มควบคุม พบว่า กลุ่มที่รับประทานบัวบกมีความสามารถในการเรียนรู้ที่ดีกว่า
ผู้สูงอายุที่รับประทานสารสกัดบัวบก 750 มิลิกรัม ติดต่อกัน 2 เดือน พบว่า ความจำและการเรียนรู้ดีขึ้น ลดอารมณ์แปรปรวน ทำให้ผู้สูงอายุมีอารมณ์ดีมากขึ้นด้วย


ข้อพึงระวัง คือ การรับประทานมากเกินไปจะทำให้สะสมในร่างกายจนรู้สึกหนาวมากขึ้นได้  ควรหลีกเลี่ยงการทานติดต่อกันทุกวัน หรือทานครั้งละมาก ๆ คือ ทาน 1 สัปดาห์ ควรงดสัก 1 สัปดาห์  หรือใครที่มีอาการอ่อนเพลีย เวียนหัว ใจสั่น หรือหัวใจเต้นผิดปกติ รู้สึกคันตามผิวหนัง ท้องร่วง ภายหลังการรับประทาน ควรหยุดรับประทานและไปพบแพทย์  คนที่รับประทานยาแก้แพ้ ยานอนหลับ หรือยากันชัก ไม่ควรทานใบบัวบก  เนื่องจากเพิ่มฤทธิ์ให้รู้สึกง่วงซึมมากขึ้น


พรมมิ หรือ ผักมิ

เป็นผักที่นิยมใช้ทานเป็นผักลวกและจิ้มน้ำพริก  เป็นพืชล้มลุก ลำต้นอวบน้ำมีลักษณะเป็นข้อ ปล้อง ลำต้นเลื้อยบนพื้นดิน  เติบโตได้ดีในพื้นที่ชุ่มน้ำหรือริมตลิ่ง มีดอกสีขาว มีรสขมหวาน เป็นยาเย็น โดยตำราอายุรเวทของอินเดีย กล่าวว่า พรมิมีสรรพคุณช่วยเพิ่มความจำ บำรุงสมอง โดยมีสารออกฤทธิ์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของความจำ  การตัดสินใจ ช่วยปกป้องเซลสมอง  ในพรมมิมีสารสำคัญในกลุ่มแอลคาลอยด์ เช่น Saponins, Bacosides A, Barcosides B โดยสารทั้งสามนี้เพิ่มการส่งสารสื่อประสาท การสร้างสารสื่อประสาท เพิ่มการเรียนรู้ ด้านการสันดาปที่เกิดกับเซลประสาท ปกป้องสมองจาก Alzheimer’s เป็นสารที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของสารสื่อประสาทให้ทำงานดีขึ้น  ทำให้สารสื่อประสาทในสมองมีปริมาณมากพอที่จะใช้ในการส่งสัญญาณประสาทจากสมองไปยังส่วนต่าง ๆ ช่วยให้มีการประมวลผล คิด จำ และเรียนรู้ของสมองดีขึ้น  นอกจากนี้ยังมี สารต้านอนุมูลอิสระลดการทำลายเซลประสาท และยับยั้งการทำงานของ Acetylcholinesterase ลดความเสื่อมและการตายของเซลประสาทและสมอง ลดความเสี่ยงและป้องกันการเป็นโรค Alzheimer’s
แนวทางการใช้  การทดลองในการใช้สารบริสุทธิ์จากต้นพรมมิในหนูถีบจักรโดยป้อนสารทดสอบชนิดต่าง ๆ ขนาด 50 มิลิกรัมต่อกิโลกรัม ก่อนจะเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะความจำเสื่อมด้วยการฉีดสาร scopolamine 1 มิลิกรัมต่อกิโลกรัม เข้าทางช่องท้อง พบว่า bacosaponin C มีฤทธิ์ช่วยป้องกันการสูญเสียความจำได้


การวิจัยของคณะเภสัช และวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยนเรศวร  คณะแพทย์และคณะเภสัช มหาวิทยาลัยขอนแก่น และคณะแพทย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทดลองทางคลินิกในอาสาสมัครอายุมากกว่า 55 ปี ได้รับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารพรมมิเป็นเวลา 2 เดือนขึ้นไป จะมีความสามารถในการเรียนรู้และมีความจำเพิ่มขึ้น


การทดลองในหนู โดยเทียบสารสกัดพรมมิ และสารสกัดใบแปะก้วย และยา donepezil ต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ และความจำของหนูที่แก่ตามธรรมชาติ พบว่าหลังป้อนสารสกัดหรือยาติดต่อกันนาน 3 เดือน พบว่า หนูแก่ที่ได้รับสารสกัดพรมมิ 40 มิลิกรัมต่อกิโลกรัม มีการเรียนรู้และความจำเกี่ยวกับสถานที่ และความสามารถในการจดจำสิ่งของได้ดีพอ ๆ กับหนูแก่ที่ได้รับสารสกัดใบแปะก้วย 60 มิลิกรัมต่อกิโลกรัม และกลุ่มได้รับยา donepezil 1 มิลิกรัมต่อกิโลกรัม  ดีกว่าหนูแก่กลุ่มควบคุมที่ได้รับเฉพาะน้ำกลั่น


กลีบบัวหลวงดอกสีชมพูม่วง

บัวเป็นพืชน้ำ ล้มลุก มีลำต้นที่เป็นหัว เหง้า ใบเป็นใบเดี่ยวเจริญขึ้นจากลำต้น โดยมีก้านใบส่งขึ้นมาเจริญที่ใต้นำ  ถือเป็นราชินีแห่งไม้น้ำ  อยู่ในสกุล Nelumbo  พบมากตามบึงหรือคลอง  มีการนำมาทำเป็นอาหารทั้งคาวและหวาน เช่น ต้มสายบัวปลาทู  เมล็ดบัวนำมาทานสด  รากบัวนำมาต้มน้ำตาล  มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงหัวใจ สงบประสาท เป็นยาเย็นลดความร้อน แก้ไข้ รักษาแผลภายในท้อง แก้อาเจียนเป็นเลือด และมีฤทธิ์ชะลอความชรา  มีการใช้เป็นยานอนหลับในบัญชียาสาธารณสุขมูลฐานของกลุ่มประเทศอาเซียน  ลดการเต้นผิดปกติของหัวใจ ช่วยขยายหลอดเลือดหัวใจ  และเกสรบัว มีสาร neferine มีฤทธิ์ต้านการเต้นของหัวใจผิดปกติ ขยายหลอดเลือดและช่วยให้นอนหลับง่าย  หรือก่อนนอน จะช่วยให้นอนหลับ แก้ลมที่ค้างในหัว ทานแล้วจะตี่นขึ้นมาสดชื่น ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง บำรุงหัวใจ  โดยการทดลองของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ช่วยให้นอนหลับดีขึ้น 77.2 % โดยให้หลับง่าย หลับลึก และหลับยาวขึ้น  และยังพบมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ป้องกันสมอง ฟื้นฟูความจำ ลดฮอร์โมนความเครียดในสมองส่วน Hippocampus ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนความจำระยะสั้นเป็นความจำระยะยาว  ยับยั้งการสะสมของโปรตีนที่เรียกว่า amyloid beta ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรค Alzheimer’s ที่ทำให้เกิดการอักเสบและนำไปสู่การตายของเซลประสาท  รวมถึงยั้งยั้ง acetylcholinesterase inhibitors ที่เป็นเอนไซม์ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาการสลายตัวของสารสื่อประสาทในสมอง ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อความจำของมนุษย์  หากสารสื่อประสาทนี้ลดลง จะส่งผลให้เกิดภาวะสมองเสื่อมได้
แนวทางการใช้  ตำรับหลีบบัวแดงเป็นตำรับที่มีการใช้กว้างขวาง โดยใช้กลีบบัวหลวง 1 ส่วน บัวบก 1 ส่วน พริกไทย 1 ส่วน ทำเป็นลูกกลอนเท่าเม็ดพุทรา รับประทานวันละ 2 เม็ด เช้าและเย็น
การใช้กลีบบัวแดงผสมกับเกสรทั้ง 5 ได้แก่ มะลิ พิกุล บุนนาค สารภี และเกสรบัวหลวง หรืออย่างใดอย่างหนึ่งในอัตราส่วน 1:1 ชงในน้ำร้อน ดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน

1717 1

บทความที่เกี่ยวข้อง